The Recommended : แนะนำบทความที่น่าสนใจ
 ย้อนตำนาน...ครุฑ  ปริศนาพุทธชินราช "พระเกศล่องหน"  ปริศนาลึกลับของคดีฆาตกรรมลินคอล์น-เคนเนดี้  ที่สุดในโลกที่ธรรมชาติสร้างขึ้น

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นครับ

คุณยังไม่ได้ Login เข้ามานะครับ

ชีวิตหลังความตาย



ktt

ใครก็กลัวความตายกันทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป คนจำนวนไม่น้อยที่มีประสบการณ์ "ผ่านความตาย" แล้วกลับมาเล่าสิ่งที่พวกเขาพบเห็น

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์มองว่า ประสบการณ์ใกล้ความตายเป็นเพียงแค่ภาพหลอน และไม่มีอะไรมากไปกว่าความฝันที่ติดตาเท่านั้น วันนี้เราจะนำชมชีวิตหลังความตายกัน

"คนเราเวลาตายจะยังไม่ตายทันที แต่จะใช้เวลาระยะหนึ่ง ทางการแพทย์นั้นถือว่า เมื่อหมดลมหายใจ หัวใจหยุดเต้น สมองหยุดทำงานก็จะถือว่า ณ จุดนั้นคนนั้นเสียชีวิตแล้ว " น.พ.ทองคำ สุนทรเทพวรากุล แพทย์กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวถึงจุดสุดท้ายของชีวิตมนุษย์

เมื่อแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว ก็ใช่ว่าเจ้าหน้าที่จะนำศพไปยังห้องเก็บศพทันที แต่จะรอดู 1- 2 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยสิ้นชีวิตจริง เนื่องจากมีบางรายที่ตายไปแล้วกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ แต่สำหรับคนไข้ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากอาการหนักอยู่แล้ว และแพทย์ได้ตรวจเช็คด้วยเครื่องตรวจระบบการทำงานของร่างกายแล้ว จึงสามารถยืนยันถึงวาระสุดท้ายได้

ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ผ่านประสบการณ์ใกล้ตาย (Near Death Experience-NDE) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่หัวใจล้มเหลว ช่วงที่หมดสติไป บางคนมีประสบการณ์เห็นปรากฏการณ์บางอย่าง ซึ่งหลังจากฟื้นแล้ว มักจะเล่าประสบการณ์ดังกล่าวในลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ความฝัน


ในต่างประเทศ ได้มีความพยายามการศึกษาและทดลองเพื่อยืนยันถึงการดำรงอยู่ของ "วิญญาณ" ย้อนไปได้ถึงปี พ.ศ. 2425 สมาคมวิจัยจิตวิญญาณได้รับการก่อตั้งขึ้นมาและเริ่มทำการวิจัยปรากฏการณ์ใกล้ตายในสหรัฐ แต่ผ่านมาอีกร้อยปีก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่ยืนยันถึงภาวะหลังความตาย

ราวปี พ.ศ. 2469 เซอร์วิลเลี่ยม บาร์เร็ต นักวิจัยสภาวจิตและสมาชิกราชบัณฑิตสภาได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ "นิมิตบนเตียงมรณะ" โดยคนไข้ใกล้ตายบอกเล่ากับเขาว่า ได้เห็นโลกอีกโลกหนึ่งก่อนที่จะสิ้นลม เห็นคนที่ตายไปแล้ว และยังได้พูดคุยด้วย นอกจากนี้ยังมีบางรายที่เล่าว่าพวกเขาได้ยินเสียงเพลงในขณะที่ใกล้สิ้นชีวิต และยังมีผู้เฝ้าไข้บอกว่าเห็นวิญญาณออกจากร่างผู้ป่วยด้วย

ต้องไม่ลืมว่าในยุคที่การแพทย์ยังไม่เจริญ คนป่วยมักจะได้รับการดูแลอยู่ในบ้าน โดยมีญาติพี่น้องห้อมล้อม แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีการแพทย์รุดหน้า นิมิตบนเตียงมรณะจึงมีกล่าวถึงน้อยลงเนื่องจากวาระสุดท้ายของคนส่วนใหญ่จะลงเอยที่โรงพยาบาล และจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว แต่ก็เป็นเรื่องประหลาด เพราะยิ่งการแพทย์พัฒนาไปเท่าไร รูปแบบของการรายงานประสบการณ์ใกล้ตายยิ่งแตกต่างออกไปจากเดิม

ในปี 2518 เรย์มอนด์ มูดี้ แพทย์อเมริกันท่านหนึ่งเขียนหนังสือ ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีเรื่อง Life After Life โดยเขาได้สัมภาษณ์ผู้คนที่ "กลับมาจากความตาย" หลายคน ส่วนใหญ่จะเล่าว่า พวกเขาจะได้ยินเสียงบอกกับตัวเองว่า เขาตายแล้ว ตามมาด้วยเสียงหึ่งๆ หรือเสียงกริ๊งดัง อยู่ในอุโมงค์มืด เมื่อมองมาไกลๆ เห็นร่างของพวกเขานอนอยู่ และคอยเฝ้าดูอยู่อย่างนั้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อมาได้พบกับคนอื่น ซึ่งช่วยเขาย้อนเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตที่ผ่านมา และมาช่วยกันประเมินสิ่งที่เคยเกิดขึ้น

พอถึงระยะหนึ่ง ตัวเขาเผชิญกับกำแพงกั้น และรู้สึกว่าต้องกลับไป ถึงแม้จะเล่าว่ามีความรู้สึกอิ่มเอม รัก และสงบ ณ ดินแดนแห่งความตาย แต่พวกเขาต้องกลับไปคืนร่าง และมีชีวิตต่อ


นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากไม่เชื่อในเรื่องดังกล่าว และสันนิษฐานว่าหมอมูดี้ปั้นแต่งเรื่องให้เกินจริง ต่อมามีแพทย์โรคหัวใจรายหนึ่งใช้เวลา 20 ปีสัมภาษณ์ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวกว่า 2,000 คน พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งมีประสบการณ์ตามแบบที่มูดี้บันทึกไว้ และในปี 2525 แบบสำรวจพบว่าคนอเมริกัน 1 ใน 7 เคยประสบกับภาวะเฉียดตาย และ 1 ใน 20 มีประสบการณ์ผ่านความตาย จึงดูเหมือนว่าสิ่งที่มูดี้บันทึกไว้ถูกต้อง

แพทย์อายุรเวชจาก รพ.ราชวิถี อธิบายว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจเป็นผลมาจากสัญญาเก่า (ความทรงจำ) เช่น หากเกิดเหตุการณ์เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แพทย์พยาบาล ต้องช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ ซึ่งพวกเขาอาจเห็นจากภาพยนตร์ หรือจากที่อื่น เพราะฉะนั้น จึงตีได้หลายประเด็น บางคนเมื่อเจ้าหน้าที่พยาบาลใช้เครื่องช็อกหัวใจ หรือซีพีอาร์ ช่วยให้ฟื้นยังไม่ถึงกับหมดสติเต็มที่

"คงประกอบด้วยหลายอย่าง บางคนมีความรู้สึกได้ว่ามีคนมาช่วยเหลือ บางครั้งมีความรู้สึกเห็นภาพต่างๆ นานา มีแพทย์ใครต่อใครกำลังช่วยชีวิตเขาอยู่ คำอธิบายเกี่ยวกับประสบการณ์ใกล้ตายของคนไข้ลักษณะนี้ไม่อาจอธิบายได้ร้อยเปอร์เซนต์ เพียงแต่ว่า คนไข้อาจจะไม่หมดสติ หรือประสาททั้งห้า ยังสามารถรับรู้อะไรได้บ้าง บางคนหูอาจยังพอได้ยิน ตาอาจจะยังพอเห็น หรือคนไข้ใกล้ๆ ตายบางทีไปกระซิบข้างๆ หูเขายังได้ยิน ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามไม่ให้มีการพูดที่ไม่ดีกับคนที่ใกล้ตาย" น.พ.ทองคำกล่าว

ในพุทธศาสนา กล่าวถึงภาวะก่อนตายว่า จะมีนิมิตสามประเภทปรากฏให้เห็น ได้แก่ กรรมอารมณ์ เป็นเจตนา ไม่มีรูป ไม่มีอะไรให้เห็น เช่น การตั้งใจทำบุญ หรือเจตนาลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ เป็นความตั้งใจ เจตนาผุดขึ้นมาให้เห็นเสมือนกำลังไปทำกรรม ต่อมาคือ กรรมนิมิตอารมณ์ เป็นนิมิตให้เห็นทั้งรูป สี เสียง กลิ่น รสสัมผัส เหมือนขณะที่เรากำลังทำอยู่ในอดีต เช่น ขันข้าวใส่บาตร เครื่องมือลักทรัพย์ เครื่องมือฆ่าสัตว์มาปรากฏให้เห็น ข้อที่สามคือ คตินิมิต เป็นการมองเห็นสิ่งที่อยู่ในสถานที่ข้างหน้าที่ชีวิตจะไปเกิดใหม่

"ยกตัวอย่างถ้าเห็นสัตว์วิ่งอยู่ในป่า ก็อาจหมายความว่า คนนั้นตายไปจะไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในป่า หรือเห็นครรภ์มารดา ก็ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเกิดเป็นเทวดาก็จะเห็นเป็นวิมาน" น.พ.ทองคำ อธิบายพร้อมกับอ้างอิงพุทธศาสนา

เคนเน็ต ริง จากมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต สหรัฐ ได้สัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ผ่านความตายจำนวน 102 คน พบว่าร้อยละ 50 มีประสบการณ์ใกล้ตาย โดยสามารถแบ่งขั้นตอนของประสบการณ์ได้ 5 ขั้น ได้แก่ ภาวะสงบ ภาวะออกจากร่าง ภาวะเดินทางสู่ความมืด (ซึ่งคล้ายกับอุโมงค์) ภาวะมองเห็นแสงสว่าง และภาวะเดินเข้าใกล้แสงสว่าง แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไปถึงขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งน่าแปลกที่ดูเหมือนจะมีลำดับขั้นของประสบการณ์ที่รอคอยการไขปริศนาอยู่

คำถามที่น่าสนใจคือ ประสบการณ์ชีวิตใกล้ตายเหล่านี้เป็นลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมหรือไม่ มีงานวิจัยอยู่บ้างที่แสดงให้เห็นว่าในวัฒนธรรมอื่นๆ โครงสร้างประสบการณ์ใกล้ตายมีลักษณะคล้ายคลึงกันโดยพื้นฐาน แม้ว่าภูมิหลังทางศาสนาอาจทำให้การตีความแตกต่างกันไป

ที่สำคัญกว่านี้คือ จำเป็นหรือไม่ว่าต้องใกล้ตายถึงจะมีประสบการณ์ดังกล่าว คำตอบคือ ไม่จำเป็น เนื่องจากมีบันทึกว่าบางคนที่รับประทานยาบางชนิด หรืออ่อนเพลียจัด หรือบางครั้งทำกิจกรรมตามปกติก็มีประสบการณ์ดังกล่าวได้เหมือนกัน

สำหรับคนที่ผ่านประสบการณ์เห็นชีวิตใกล้ตาย วิญญาณออกจากร่าง สิ่งที่พวกเขาพบเห็นมันดูชัดเจนเป็นจริงยิ่งกว่าชีวิตประจำวันเสียอีก หรืออย่างประสบการณ์เห็นอุโมงค์ก็ไม่ได้เป็นแค่จินตนาการ พวกเขายืนยันว่า ภาพที่พวกเขามองเห็นเมื่อออกมาจากร่างกายก็ดูเป็นจริงเป็นจังมาก ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน เห็นได้ว่าคนเหล่านี้จะไม่พูดว่าเขาเห็นภาพหลอน หรือเขาจินตนาการว่าได้ไปสวรรค์ แต่จะบอกว่าเขาได้ออกจากร่างไป และได้เห็นคุณทวด คุณตาในสวรรค์

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ผ่านช่วงนาทีเป็นนาทีตายแล้วจะมีประสบการณ์ใกล้ตายเหมือนกันหมด จึงน่าตั้งคำถามว่า คนแบบไหนที่มีแนวโน้มว่าจะมีประสบการณ์เห็นภาพชีวิตหลังความตาย ซึ่งความจริงคนที่ผ่านประสบการณ์ใกล้ตายกับคนทั่วไปไม่ได้มีลักษณะอะไรที่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เฉียดความตายมามักจะเปลี่ยนบุคลิกพฤติกรรมของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น คนจำนวนไม่น้อยละทิ้งความโลภโมโทสัน เลิกนิยมวัตถุ รู้จักใส่ใจผู้อื่น




กายทิพย์และโลกหลังความตาย

สิ่งที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามกันคือ วิญญาณมีจริงหรือไม่ แล้วโลกหลังความตายเป็นอย่างไร?

ไม่ต้องสงสัย คติทางพุทธศาสนา ซึ่งให้ความสำคัญกับกรรม แสดงให้เห็นว่าชีวิตเป็นการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อชีวิตหนึ่งสิ้นสุดลง วิญญาณจะเคลื่อนจากภาพเก่าสู่ภพใหม่ทันที แต่จะไปเกิดเป็นอะไรขึ้นอยู่กับกรรม

ในหลายๆ วัฒนธรรมความเชื่อเรื่องวิญญาณออกจากร่างเป็นความเชื่อที่คล้ายกัน และเป็นประสบการณ์คนละส่วนกับประสบการณ์ของคนใกล้ความตาย ในการสำรวจในปี 2521 พบว่า มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน 50 วัฒนธรรมที่เชื่อเกี่ยวกับวิญญาณ และจิต ซึ่งสามารถออกจากร่างได้ ดังนั้น ทั้งประสบการณ์ถอดวิญญาณและความเชื่อเรื่อง "กายทิพย์" ในอีกภพหนึ่งจึงเป็นความเชื่อร่วมกันของมนุษยชาติ แล้วเรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ความตายไม่ใช่การสิ้นสุดหรืออย่างไร หรือยังมีอีกร่างหนึ่งอยู่จริง


การตั้งทฤษฎีดังกล่าวดูจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่ต้องไม่ลืมว่า หลายครั้งวิทยาศาสตร์เองไม่สามารถนำไปใช้วัด หรือทดสอบเรื่องราวที่เป็นอภิปรัชญาได้เลย

ก่อนหน้านี้เคยมีการพิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ของกายทิพย์ โดยทดลองชั่งน้ำหนักคนที่กำลังใกล้ตายเพื่อวัดน้ำหนักของวิญญาณที่ออกไปจากร่าง โดยการทดลองในต้นศตวรรษสามารถวัดได้ว่าวิญญาณหนักประมาณ 1 ออนซ์ (28 กรัม) แต่เมื่อเครื่องชั่งมีความละเอียดขึ้น น้ำหนักที่ได้กลับลดลง เท่ากับว่าการวัดน้ำหนักเชื่อถืออะไรไม่ได้

ต่อมามีความพยายามใช้เครื่องมืออย่างเช่น เครื่องวัดรังสีอัลตราไวโอเลตและอินฟราเรด เครื่องวัดการไหลของสนามแม่เหล็ก เครื่องวัดอุณหภูมิ เพื่อวัดขนาดของวิญญาณของคนที่สามารถถอดวิญญาณออกจากร่างได้ แต่ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จ

ซูซาน แบลคมอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวสต์ออฟอิงแลนด์ ประเทศอังกฤษมองว่า ถ้าทฤษฎีเรื่องกายทิพย์มีจริง มนุษย์น่าจะสามารถพิสูจน์ได้ไม่ยาก แต่ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันยากเย็นแค่ไหน ดังนั้น หากเอาทฤษฎีกายทิพย์มาอธิบายเรื่องวิญญาณออกจากร่างคงไม่เป็นประโยชน์


ขณะเดียวกัน มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่ใช้อธิบายเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ผู้หมดสติมองเห็นภาพตัวเองเดินทางไปในอุโมงค์มืด ทฤษฎีดังกล่าวอธิบายว่า การมองเห็นภาพอุโมงค์เปรียบเสมือนการเห็นภาพย้อนอดีตสมัยที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา อุโมงค์ก็คือช่องคลอด และแสงสว่างก็คือแสงจากโลกภายนอก

อย่างไรก็ดี ทฤษฎีนี้มีจุดอ่อนหลายประการ ประการแรก ช่องคลอดที่ให้กำเนิดทารกออกมานั้นมีลักษณะบีบรัด และบ่อยครั้งแพทย์ต้องช่วยดึงทารกออกมา ขณะที่มารดาต้องออกแรงเบ่ง เด็กโดยมากจะกลับหัวออกไม่ได้มองออกมา (ที่สำคัญยังหลับตาอยู่) ประการที่สอง จากการสัมภาษณ์พบว่า เด็กที่คลอดด้วยวิธีผ่าท้องมีประสบการณ์เห็นภาพอุโมงค์ในภาวะหมดสติเช่นกัน

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า ไม่เฉพาะคนที่หมดสติใกล้ตายเท่านั้นที่มองเห็นภาพอุโมงค์ คนที่เป็นไมเกรน นอนหลับ ทำสมาธิ หรืออยู่ในภาวะผ่อนคลาย หรือมีสิ่งของหนักๆ ทับลูกตาอยู่ บางครั้งเกิดกับคนที่รับประทานยาบางอย่างเช่น แอลเอสดี ไฟโลไซบิน และเมสคาไลน์ ก็มองเห็นภาพอุโมงค์ได้เช่นกัน

ย้อนกลับไปราว 70 ปีก่อน มีงานวิจัยโดยเฮนริช คลูวาร์ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ระบุภาวะภาพหลอนไว้ 4 ประเภท ได้แก่ มองเห็นอุโมงค์ ภาพหมุนเกลียว ภาพตะแกรง และภาพตาข่ายใยแมงมุม เขากล่าวว่าภาพลวงตาเหล่านี้เป็นไปได้ว่ามาจากโครงสร้างของสมองส่วนคอร์เท็กซ์ที่ใช้ประมวลผลข้อมูลภาพ ภาพหลอนที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการสร้างแผนภาพที่เกิดขึ้นบนเรตินาก่อน และเกิดขึ้นอีกครั้งที่คอร์เท็กซ์

ต่อมาในปี 2525 แจ็ค โควาน นักชีวประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้นำเอาการสร้างแผนผังนี้มาอธิบายการมองเห็นภาพอุโมงค์ เขากล่าวว่า กิจกรรมของสมองปกติแล้วจะมีสภาพคงที่ก็ต่อเมื่อเซลล์บางตัวไปขัดขวางการทำงานของเซลล์อื่น ครั้นเมื่อกิจกรรมในการยับยั้งเซลล์ลดลงส่งผลให้เกิดกิจกรรมมากมายในสมอง ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงใกล้ตายเนื่องจากขาดออกซิเจน หรือเพราะรับประทานยาแอลเอสดี ซึ่งส่งผลไปขัดขวางกระบวนการยับยั้งเซลล์

คนส่วนใหญ่ "ตายไม่เป็น"

ในขณะที่วิทยาศาสตร์พยายามหาข้อพิสูจน์เกี่ยวกับประสบการณ์ใกล้ความตาย การถอดวิญญาณ และโลกหน้า และไม่ว่าผลจะลงเอยอย่างไร และสามารถหาคำตอบได้หรือไม่ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ในแต่ละวินาทีมีคนไข้จำนวนมากที่นอนรอความตาย ซึ่ง น.พ.ทองคำ จากโรงพยาบาลราชวิถีมองว่า คนไข้เหล่านี้ ถ้าได้รับการดูแลไม่ดี ไม่คำนึงถึงสภาพจิตวิญญาณ คนไข้ก็จะมีแต่ความทุกข์ใจ จิตใจไม่ดี เศร้าหมอง ส่งผลให้คนไข้ส่วนใหญ่ไปสู่ทุกขคติ

"ความตาย ถ้าตายไม่เป็นมันน่ากลัวมาก ถ้าตายพร้อมกับโทสะ ความหวาดกลัว จะไปนรก ตายด้วยความยินดี ติดใจในกามคุณ 5 โลภะเกิดส่วนใหญ่ไปเป็นเปรต ไม่รู้จักสภาวธรรมความจริง ตายไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ที่จะไปเป็นสุขนั้นน้อยมาก" น.พ.ทองคำ อ้างอิงคติทางพุทธศาสนา

อย่างไรก็ดี แนวโน้มการดูแลผู้ป่วยในปัจจุบัน แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญต่อจิตวิญญาณของคนไข้มากขึ้น และมีความสนใจทางด้านนี้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการอบรมแพทย์ประจำบ้านเกี่ยวกับ End of Life Care และ Spiritual Aspect สอดแทรกไปในการเรียนการสอนเรื่องจรรยาแพทย์ด้วย ปัจจุบันจะเห็นว่าการดูแลคนไข้ไม่ได้คำนึงถึงสภาพการรักษาร่างกายอย่างเดียว แต่จะคำนึงถึงสภาพทางจิตวิญญาณด้วย ยกตัวอย่าง คนไข้มะเร็งระยะสุดท้าย ทำอย่างไรถึงให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่สงบสุข และไม่ทรมาน

"ผู้ป่วยบางคนไม่ต้องการให้ใช้เครื่องพีซีอาร์ อย่างคนไข้ระยะสุดท้าย เขาต้องการตายอย่างเดียว ตายอย่างสงบ ไม่ทุกข์ทรมาน ถ้าผู้ป่วยเคยฝึกสมาธิวิปัสสนามาบ้าง ก็สามารถทำจิตใจให้ผ่องใสได้ ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อนจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก" น.พ.ทองคำ กล่าว

บางครั้งแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะคอยแนะนำให้ญาตินำเทปธรรมะมาเปิดให้คนไข้ฟัง เพื่อให้จิตผ่องใส และไปสู่สุขคติ หรือในบางกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในขั้นโคม่า แพทย์จะประคองให้ยาระงับปวดเต็มที่ แต่ไม่ให้หมดสติเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินจิตให้เป็นกุศลได้

"ในต่างประเทศ บาดหลวงจะมาเยี่ยมอยู่ข้างๆ ผู้ป่วย ของเราเองก็มี เราจะให้คนไข้ได้ทำบุญเป็นระยะสุดท้าย หรือทำสังฆทานอาสัญกรรม ซึ่งเป็นการทำบุญใกล้ตาย"

แพทย์อายุรกรรมโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ถ้าญาติเข้าใจในเรื่องนี้จะช่วยคนไข้ได้มาก แต่ถ้าญาติไม่เข้าใจ ร้องไห้เสียใจ ยิ่งจะทำให้คนไข้ทุกข์ขึ้น บรรยากาศยิ่งเลวร้ายลง เต็มไปด้วยความซึมเซาและเศร้าหมอง

น.พ.ทองคำยังแนะนำด้วยว่า การฝึกจิตเป็นเรื่องสำคัญ และควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เป็นเรื่องที่ควรรู้ อย่าไปปฏิเสธ รวมถึงเรื่องภพภูมิ เนื่องจากมันจะไปปิดกั้นการทำความดี

"การไม่เชื่อเรื่องสวรรค์หรือนรก มันจะไปปิดกั้นโอกาสทำความดี ลองคิดดูว่า ถ้าห้องไม่มีแสงสว่าง ห้องก็ดูมืดมิด มองไม่เห็นประตู พอมีคนบอกว่าข้างนอกมีแสงสว่าง มีประตูออก แต่คนข้างในไม่เชื่อ เพราะพวกเขามองไม่เห็นและปฏิเสธมัน คนเหล่านี้ก็ไม่มีทางเห็นแสงสว่าง"

 



คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด
โหวตให้คะแนนกระทู้ที่6043     [ ตอบ: 51 ]  [ อ่าน: 7276 ]  [ โหวต: 25 ]  [ Fwd: 1 ]   แจ้งลบกระทู้ที่ 6043  เก็บกระทู้ที่ 6043 ไว้ใน Favorite  แนะนำกระทู้ที่ 6043 ให้เพื่อนของคุณ พิมพ์กระทู้ที่ 6043
  
โดยคุณ นายยะ Mail to นายยะ  [ 2 พ.ย. 2551 - 17:42:37 ]




Error4